ศัพท์บางคำที่เราเรียนรู้ไป เป็นคำที่แทบไม่ได้ใช้เลยในชีวิตจริง คำเหล่านี้เป็นคำที่ไม่คุ้มค่าที่จะเรียนในตอนต้น เพราะว่า ทำให้เราก้าวหน้าได้ช้า และเมื่อไม่ได้ใช้นาน ๆ ก็อาจจะลืมไปเลย การเรียนรู้ควรเรียงตามลำดับความสำคัญหรือความถี่ (frequency) ที่ำคำศัพท์นั้นปรากฎขึ้นในการใช้งาน เช่น ศัพท์คำว่า particular (เฉพาะเจาะจง) แม้ว่าอาจจะดูยาวอยู่บ้าง แต่เป็นคำที่ปรากฎบ่อยมากในข้อความภาษาอังกฤษ หรือคำว่า yeah (ใช่) และประโยค What's up? (เป็นไงบ้าง) ที่ฝรั่งใช้บ่อยมากในชีวิตจริง แต่มีตำราภาษาอังกฤษไม่กี่เล่มที่กล่าวถึง
การศึกษาในสิ่งที่จำเป็นก่อน ดังตัวอย่างข้างต้น ผู้เรียนจะพัฒนาได้เร็วกว่าการไปจำศัพท์ที่ดูเหมือนง่าย แต่ไม่ค่อยได้ใช้งานจริง
การพัฒนาความเข้าใจ (ไม่ใช่แค่ความจำ) คำศัพท์จำเป็นต้องเห็นคำศัพท์นั้นในหลายแง่มุม ทั้งทราบคำแปล เห็นตัวอย่างประโยค และอ่านพบคำศัพท์นั้นในบริบทการใช้งานจริง ตัวอย่างเช่น คำว่า bored (รู้สึกเบื่อ) กับ boring (น่าเบื่อ) โดยทั่วไปผู้เรียนจะสับสนแม้จะอ่านคำแปลแล้วก็ตาม จึงควรเห็นจากตัวอย่างประโยคว่า He's bored. หมายถึง เขาเบื่อ ขณะที่ He's boring. หมายถึง เขาเป็นคนน่าเบื่อ ซึ่งความหมายแตกต่างกันมาก
นอกจากนั้น การจะจำคำศัพท์ได้จริง ๆ ยังต้องทบทวนอย่างต่อเนื่องซ้ำถึง 5-16 ครั้งจนกว่าคำศัพท์นั้นจะไปอยู่ในระบบความจำระยะยาว (long-term memory) หากเราพบคำศัพท์แล้วไม่ทบทวนซ้ำภายในระยะเวลาหนึ่ง ก็จะต้องตั้งต้นใหม่
ในระดับเริ่มต้น (Beginner) ผู้เรียนยังไม่รู้คำศัพท์มากพอ การสั่งสมคำศัพท์ควรจะเน้นที่การภาพประกอบร่วมกับคำแปล แล้วทวนซ้ำอย่างต่อเนื่อง โดยอาจใช้การ์ดคำศัพท์หรือซอฟต์แวร์ช่วย ที่สำคัญ คือ ผู้เรียนควรจะเห็นตัวอย่างประโยคประกอบด้วย เพื่อจะทราบว่าคำศัพท์็นั้นใช้งานอย่างไร นอกจากนี้การอ่านบทสนทนาแบบง่าย ๆ ในตำราเรียน ก็จะช่วยได้มาก
เมื่อผู้เรียนเริ่มเข้าสู่ระดับกลางล่าง (Lower-Intermediate) ผู้เรียนจะทราบศัพท์มากเพียงพอที่จะอ่านเนื้อหาที่เป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น ผู้เรียนควรฝึกอ่านบทสนทนาที่ยาวขึ้น พร้อมด้วยเรื่องสั้นที่แต่งขึ้นเพื่อการเรียนรู้ภาษาด้วยเฉพาะ (graded readers) ซึ่งจะใช้คำศัพท์ที่จำกัด ทำให้ผู้ที่ยังไม่เก่งภาษานั้นก็สามารถอ่านได้เข้าใจ
สำหรับในระดับกลางสูง (Upper-Intermediate) วิธีที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในการเรียนรู้คำศัพท์ คือ การอ่านให้มากและต่อเนื่อง และเมื่อพบคำศัพท์ที่ไม่รู้บ่อย ๆ ก็เปิดพจนานุกรม หากอ่านมากเพียงพอ (ประมาณ 100-200 หน้าต่อสัปดาห์) ก็จะสามารถจำศัพท์สำคัญเหล่านั้นได้ในระยะยาว แต่หากอ่านไม่มากขนาดนั้น ก็ควรจดคำศัพท์ใหม่ที่พบซ้ำ ๆ เอาไว้ เพื่อใช้ในการทบทวนโดยเฉพาะ
แต่วิธีนี้ไม่ได้ผลดีนักกับการเรียนรู้คำศัพท์ระดับสูง (Advanced) (คำที่ 6000 ขึ้นไป) เพราะคำศัพท์เหล่านั้นปรากฎน้อยกว่า 1 ครั้งในข้อความ 100,000 คำ (หรือ 300 หน้า) หากการจะจดจำคำศัพท์ได้ในหน่วยความจำระยะยาวจำเป็นต้องพบคำศัพท์นั้นอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง การจดจำคำศัพท์ระดับสูงเหล่านี้จากการอ่านเพียงอย่างเดียวจะยากมาก เพราะจำเป็นต้องอ่านหนังสือภาษาอังกฤษอย่างน้อยสัปดาห์ละ 300 หน้า หรือมากกว่านั้นถ้าต้องการเรียนรู้คำศัพท์ระดับที่สูงขึ้นไปอีก
ดังนั้น การพัฒนาคำศัพท์ระดับสูงนี้ จึงควรใช้วิธีทบทวนอย่างเป็นระบบร่วมด้วย ซึ่งอาจใช้การ์ดคำศัพท์หรือซอฟต์แวร์ในการทบทวน การฝึกฝนจากการอ่านเพียงอย่างเดียว จะก้าวหน้าได้ช้ากว่าผู้ที่ใช้วิธีทบทวนอย่างเป็นระบบร่วมด้วย